Haim กับอัลบั้ม Woman In Music Pt.III

เชื่อว่ามีน้อยวงนักที่จะมีผู้หญิงเป็นตัวขับเคลื่อนของวงและถ้าเป็นวงผู้หญิงทั้งวงเลยที่มาในรูปแบบดนตรี Rock ที่ไม่ใช่ Girl group ก็คงจะไม่มีเลย
บทความโดย 

เชื่อว่ามีน้อยวงนักที่จะมีผู้หญิงเป็นตัวขับเคลื่อนของวงและถ้าเป็นวงผู้หญิงทั้งวงเลยที่มาในรูปแบบดนตรี Rock ที่ไม่ใช่ Girl group ก็คงจะไม่มีเลย
.
แต่ก็ยังมี Haim ที่เป็นวงดนตรีสามชิ้นสุดเท่ที่เกิดจากการรวมตัวของพี่น้อง Este/Danielle และ Alana ที่พวกเค้ากลับมากันในอัลบั้มที่สามของตัวเอง “Woman In Music Pt.III” ที่สามารถตอกย้ำความคิดว่าผู้หญิงก็เล่นเครื่องดนตรีเท่ๆ และเพราะได้ด้วยนะ
.
“ชั้นคิดว่าพวกผู้หญิงเนี่ยแหละ เล่นดนตรีร๊อคได้มันที่สุดแล้ว” สาวๆ กล่าว
.
ย้อนกลับไปเมื่อ 20 ปีท่ีแล้วที่ Alana อายุได้เพียง 9 ปี (Danielle อายุ 11ปี , Este อายุ 14ปี) , พี่น้องสามคนก็ได้สนใจในเรื่องดนตรีกันแล้ว โดยเริ่มเล่น gig จากงานรวมกลุ่มญาติของพวกเค้าก่อน ในตอนนั้นมีชื่อวงว่า “Rockinhaim” ซึ่งก็มีคนดูคือพวกญาติๆนั่นแหละ ,ด้วยความที่เป็นเด็ก พวกผู้ใหญ่ก็ให้การสนับสนุนเป็นอย่างดี แต่ก็เป็นที่สงสัยว่าทำไมเด็กผู้หญิงพวกนี้ไม่ไปเล่นตุ๊กตาบาร์บี้กันนะ
.
หลังจากนั้นอีก 7 ปี พอเริ่มเป็นสาวๆ พวกเค้าก็จริงจังในการทำวงกันมากขึ้นและแน่นอนก็ไม่ได้รับการเห็นชอบจากผู้ใหญ่ ซึ่งต่างจากที่พวกเค้าได้รับตอนเด็ก แต่อย่างไรก็ตาม Haim ก็ได้เอาความสำเร็จมาโชว์ให้เก็นว่าพวกเธอก็สามารถเป็นนักดนตรีได้ โดยสองอัลบั้มของพวกเธอสามารถขึ้นไปอยู่อันดับหนึ่งในเกาะอังกฤษ และได้ไปเล่นดนตรีตามเทศกาลดนตรีระดับโลก ถึงขนาดที่นักร้องนำของวง Fleetwood mac ,Stevie Nick ได้แนะนำให้พวกเธอไปออกเป็นศิลปินเดี่ยวกัน เพราะจะได้เข้าไปอยู่ใน Hall of fame RocknRoll ทั้งสองสาขาเลย
.

 

BEVERLY HILLS, CALIFORNIA – FEBRUARY 09: (L-R) Danielle Haim, Este Haim, and Alana Haim of Haim attend the 2020 Vanity Fair Oscar Party hosted by Radhika Jones at Wallis Annenberg Center for the Performing Arts on February 09, 2020 in Beverly Hills, California. (Photo by Frazer Harrison/Getty Images)

เพลง Forever เพลงแรกของพวกเค้าที่ออกมาในปี 2012 ถือว่าเป็นใบแจ้งเกิดให้กับวง ว่าเป็นนักร้องหน้าใหม่ประจำ US ก่อนที่อัลบั้ม Days Are Gone (2013) และก็ยังประสบความสำเร็จในอัลบั้มที่สองอย่างต่อเนื่อง Something to tell you (2017),
.
Haim ได้ไปเล่นเป็นวงเปิดของ Taylor Swift/ The Killers หรือ Rihanna และถ้าไม่มีอะไรผิดพลาดพวกเค้าจะได้เป็น Headliner ของ Latitude Festival และไปเล่นท่ี Glastonbury ที่จะจัดขึ้นในปีนี้อีกด้วย
.
กลับมาที่อัลบั้มล่าสุดของพวกเค้ากันดีกว่า หลังจากที่หายไปถึงสามปีด้วยกัน จากอัลบั้ม Something to tell you ,คราวนี้รู้สึกว่าจะกลับมาแบบดุดันกว่าเก่า ดูได้จากหน้าปกอัลบั้มที่ทั้งสามคนยืนอยู่หลังเคาน์เตอร์บาร์ที่มีไส้กรอกห้อยอยู่ พร้อมทั้งมีชื่ออัลบั้มว่า “Woman in music Part III” มาเหมาะกับช่วงที่คำว่า Feminist เริ่มเป็นที่ได้ชินหูพอดี
.
แต่พอมันใกล้จะออกจริง รู้สึกว่าจะเป็นดวงที่ไม่ดีเอาเสียเลยที่มาพบกับช่วง Covid พอดี,จึงทำให้สาวๆ ต้องกักตัวอยู่ที่บ้านทั้งที่ตั้งใจว่าจะออกทัวร์อัลบั้มใหม่อยู่แล้ว แต่ในช่วงตอนที่อยู่ที่บ้านสาวๆก็ได้เล่นคอนเสิร์ตแบบออนไลน์
“เสียดายที่เราไม่ได้เล่นคอนเสิร์ต เพราะตามตามรางแล้วเราจะจบคอนเสิร์ตในร้านที่เราถ่ายรูปนั่นแหละ มันต้องสนุกแน่ๆ เลย คนมันต้องเยอะแน่ๆ” สาวๆ กล่าว
.
“พวกเราซีเรียสกับเรื่อง Covid 19 นะ ,เพราะว่าเรามีญาติพี่น้องที่ติด รวมถึงมันระบาดอย่างหนักแถวบ้านพวกเรา แต่มันก็ยังมีข้อดีบางอย่างที่เราสามารถเร่งอัลบั้มใหม่มันเสร็จโดยเร็วได้” Danielle กล่าว
.
เวลาที่หายไปกว่า 3 ปี ,อัลบั้ม “Woman in music Part III” ถือว่าเป็นการทดลองอะไรที่ใหม่หลายๆอย่าง พวกเค้าไม่ได้ไปเป็น”Rock n Roll” จ๋าอีกต่อไป เพราะเพลงแรกในอัลบั้มอย่าง Los angeles ก็ได้มีแนว Jazz มาปนด้วยแล้ว หรือมีพวกแนว Country ในเพลง Steps ,พวกเค้าได้ลองอะไรหลายๆอย่างจนกระทั่งได้รับการวิจารณ์อย่างยอดเยี่ยมจากหลายสำนัก
.

 

 

มาเริ่มที่เพลงแรกของอัลบั้มที่ออกมาตอนช่วง เดือนพฤศจกายนปี 2019 กันดีกว่า
เพลง “Now I’m in it” เป็นวิดีโอที่ถ่ายน้องคนกลางอย่าง Daniel ที่ได้เจอกับปัญหาชีวิตที่รุมเร้า,เป็นโรคซึมเศร้า และไม่ได้เป็นตัวของตัวเอง แต่ก็มีพี่สาวและน้องสาว Alena และ Este มาช่วยไว้ได้ ซึ่งเป็นเหมือนเป็นการบ่งบอกว่าอัลบั้มนี้เป็นอัลบั้มที่ตอกย้ำความสัมพันธ์ของพี่น้องทั้งสามคน ที่คอยช่วยเหลือเกื้อกูนกันยามที่ลำบาก
.
สาวๆได้กล่าวว่า
“พวกเราโชคดีกันมากๆ ที่เรามีกันและกัน เราเหมือนกับผ้าKnitting ที่มันเย็บติดกัน ,พวกเราผ่านอะไรกันมาเยอะ ก่อนที่จะออกอัลบั้มนี้ ,แต่พูดตรงๆเลยนะ เราก็ยังอยู่ในสถานการณ์ที่แย่อยู่เลย และมันก็ยังคงไม่หยุด การที่พวกเราผ่านความหดหู่นี่มันแย่จริงๆ สิ่งพวกนี้มันไม่ได้หายขาดเพียงแค่ชั่วข้ามคืน คุณต้องใช้เวลากับมัน บางทีหมออาจจะเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ช่วยในการรักษา หรือการใช้พวกยาคลายความเครียด SSRI [Selective Serotonin Reuptake Inhibitor] ก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือก
.
“และให้เวลากับตัวคุณเอง คุณอาจจะอยากที่วิ่งหนีสิ่งเหล่านั้น แต่วินาทีที่คุณไม่ได้เตรียมตัวและยังไม่พร้อม มันอาจจะใช้เวลามากกว่าอีกนะ และเมื่อคุณคิดว่าคุณหนีไอพวกส่งเหล่านั้นได้แล้ว มันก็ยังรอ หลอกหลอนคุณอยู่ที่บ้าน”
.
เพลงหลายเพลงในอัลบั้มมันเป็นเพลงที่เกี่ยวกับการ Support ซึ่งกันและกันนะ มันเป็นเหมือนการเล่าเรื่องราวหลายๆอย่างที่สาวๆ เผชิญ รวมถึงการที่พวกเค้าช่วย Support ซึ่งกันและกัน และมันก็ยังสะท้อนสู่โลกเราตอนนี้ด้วยเรื่อง Covid หรือแคมเป็ญ BlacklivesMatters ที่พวกเราในฐานะมนุษย์คนหนึ่งที่อาศัยอยู่ในโลกนี้ ควรตระหนักมากกว่านี้
.
– “Summer girl” เป็นเพลงที่แต่งโดย Danielle ที่ได้แรงบันดาลใจจากแฟนและ Producer ที่เป็นมะเร็ง , เพลงดังกล่าวมีความหมายว่า Danielle เป็นแสงสว่างให้กับคนที่สิ้นหวังในชีวิต ดังท่อน “light, when he was feeling dark”

 

 

– Hallelujah เป็นเพลง ที่สาวๆทั้งสามคนต่างพากันมาพูดเรื่องชีวิตของตัวเอง ,Este พี่สาวคนโตกล่าวว่าเค้าต้องเผชิญกับความเสี่ยงที่จะเป็นเบาหวานตอนอายุ 14 ปี
“ตอนคุณเป็นเด็ก คุณคงไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับชีวิตหรอก แต่ชั้นเครียดมากกว่าเด็กคนอื่นในวัยนั้นแน่ๆ ชั้นไม่ได้อยากจะดิ่งอะไรไปขนาดนั้นนะ แต่บางทีชั้นก็แอบคิดว่าทำไมชั้นไม่เหทือนเด็กคนอื่นเลย”
หรือ จะเป็นตัว Alana เองก็ตามที่ต้องเจอกับสถาณการณ์ที่เพื่อนสนิทได้เสียชีวิตลงเพราะรถชน “ชั้นพบกับแฟนเพลงมากมาย หลายคนให้กำลังใจชั้นว่าพวกเค้าก็รู้สึกแบบเดียวกับชั้นแหละ บางทีชีวิตมันเกิดอะไรขึ้นได้ง่าย ซึ่งคำพูดของพวกเค้าช่วยชั้นได้มาก”
.
– “I know alone” น่าจะเป็นเพลงที่บ่งบอกถึงความเครียดของสาวๆได้อย่างมากที่สุดแล้ว ด้วยท่อนที่ว่า “Been a couple days since I’ve been out , I don’t wanna give, I don’t wanna give too much / And I don’t wanna feel, I don’t wanna feel at all
” เพลง I know alone เป็นเหมือนกับความรู้สึกที่ว่า “ชั้นรู้สึกโดดเดี่ยวและไม่ได้รู้สึกอยากคุยกับใคร ชั้นอยากเป็นแบบนี้” Danielle กล่าว
.

 

ถึงแม้ว่าเพลงหลายๆ เพลงในอัลบั้มจะมีเนื้อหาที่ต้องการความช่วยเหลือ แต่มันก็ยังมีเพลงที่ cheer up ขึ้นบ้าง เช่นเพลง “I’ve been down” ที่พูดถึงการต่อสู้กับความหดหู่ ผิดหวัง หรือโรคซึมเศร้า และพยายามที่จะเอาส่งพวกนั้นออกไป
หรือเพลง “Leaning on you” ที่ออกแนว Country ยุค 70 ฟังสบายๆ ไม่เหมือนแนวสาวๆ สักเท่าไร ที่มีความหมายถึงความรักของพี่น้องสามคน ด้วยเนื้อเพลงที่ว่า “You take care of us when I make it tough” และ “So won’t you let me know / If I’m not alone / Leaning on you”.
.
Haim ได้ผ่านการ Featuring กับหลายๆ ศิลปิน ไม่ว่าจะเป็น Vampire Weeknd/Primal Scream หรือล่าสุดเลยก็ Charlie XCX ซึ่งจะเห็นได้ว่าทั้งสามศลปินเป็นศิลปินคนละแนวกันหมดเลย อัลบั้มนี้จึงไม่ได้ออกแนว Garage เหมือนที่พวกเธอเคยทำ มันจะมีกลิ่นอายอื่นๆซึมแทรกอยู่บ้าง
.
“จริงแล้วพวกเราเนี่ยชอบเอาเพลงของคนอื่นมาเป็น Reference นะ ,ยกตัวอย่างเช่นเพลง Born Slippy ของหนังเรื่อง Trainspotting (underworld) ชั้นฟังเพลงนั้นบ่อยมาก จนมันถือว่าเป็นเพลงที่ชั้นเอา Ref เป็นแนวทางของอัลบั้มแรกเลยนะ ” Danielle บอก
.
นอกจากจะเอาเพลงคนอื่นมา Ref นั้น ,สาวๆยังเคยเอาBass line ไปให้วงดังอย่าง U2 อีกด้วย ,Danielle เล่าให้ฟังว่าตอนนั้น Producer Rostam Batmanglij ได้บอกให้พวกนางติดต่อ Bono ไปเพื่อที่อยากให้พวกเค้าลองฟังเพลงของวง Haim ,ปรากฎว่าผลตอบรับดีเกินคาด เพราะ Bono น่าจะชอบมาถึงขั้นเอา bass line ของเพลง “My song5” ไปใช้ในเพลง “Lights of Home”
.
.
มาถามถึงช่วงเวลาที่อัลบั้มออกกันบ้างว่า สาวๆ รู้สึกอย่างไร
“มันเป็นอะไรที่แปลกมากเลยนะ เพราะว่าพวกเราฉลองกันแบบไม่มีคนอื่น เรากินโดนัทและดื่มหนักมาก มันเป็นเมนูที่ไม่ค่อยเข้ากันเท่าไรเลยระหว่าง โดนัทกับเตกีล่า”
.
พวกเธอยังเสริมอีกว่า พวกเค้าไม่ได้ดูรีวิวอัลบั้มจากเว็บไซต์อื่นๆเลยะนะ และก็ตกใจที่ไม่มีแฟนเก่าโทรหาพวกนางเลย
“ชั้นสงสัยมากเลยว่าทำไมไม่มีผู้ชายโทรหาชั้นเลย ว่าชั้นเขียนถึงพวกเค้าในอัลบั้มนั้นด้วย แบบว่า เห้ ที่เธอเขียนในเพลง another time ที่มันหมายความว่าอย่างไร” Alana ปล่อย Joke
.
ในช่วงเวลาว่างจากการกักตัว Covid ,นอกจากสาวๆ จะเล่นโยคะกัน พวกเค้าก็มาเล่นดนตรีสดผ่าน Faceook live ด้วย
“พวกเราได้เล่นเพลงบางเพลงที่เราไม่เคยเล่นมาก่อน ซึ่งมันคือเพลงอัลบั้มใหม่นั่นแหละ บอกได้เลยว่ามันสุดยอดไปเลย”
.
พอถูกถามถึงเรื่องที่จะกลับมาทัวร์ Haim ก็ตอบกลับมาว่าพวกเค้า ก็รอเวลาที่จะกลับไปเหมือนกันนะ “พวกเราพร้อมที่จะไปทัวร์ในวันพรุ่งนี้เลย แต่ถ้ามันทำให้เกิดความเสี่ยง ชั้นไม่ทำก็ได้” Este กล่าว ซึ่งตามที่กล่าวมาข้างบน วง Haim จริงๆแล้วจะได้ไป เป็น Headliner ที่งาน Latitude Festival เลยนะ และนั่นเป็นสิ่งที่พวกเค้าต้องการเป็นอย่างมาก

 

 

.
พอพูดถึงการมาร่วมงานเทศกาลดนตรี เหมือนสาวๆก็อินขึ้นเรื่อยๆ เพราะว่ามันมีเรื่องเกี่ยวกับความเท่าเทียมกันของไลน์อัพว่า ส่วนใหญ่ทางเทศกาลดนตรีจะเลือกวงที่เป็นผู้ชายมาเป็น Headliner ในงานดนตรีมากกว่าวงผู้หญิง ,ทั้งนี้มีวงอย่าง Foals และ The 1975 ที่เห็นด้วยว่ามันน่าจะมีการเท่าเทียมกัน ทางสาวๆก็บอกว่า
.
“จริงๆแล้วเราก็พึ่งได้คุยกับทาง Agents ของเราเหมือนกัน เราได้เห็นราคาค่าตัวของวงเราเหมือนกัน ราคามันต่างกับวงผู้ชายมากเลย มันเหมือนกับการที่เราโดนตบหน้าเลย พวกเค้าเป็น… อะไรกัน”
.
Haim ถือเป็นแนวหน้าในการรณรงค์ความเท่าเทียมกันของผู้หญิงในอุตสาหกรรมดนตรีในปัจจุบัน ทั้งนี้ตอนอัลบั้มที่สอง “Something to Tell you” มีศิลปินมาช่วยในการออกทัวร์ที่เป็นผู้หญิงทั้งหมด อาทิเช่น Lizzo, Maggie Rogersและ Grace Carter อีกเหตุผลหนึ่งที่พวกเค้าให้ศิลปินหญิงมาช่วย เพราะว่า มีอยู่ตอนหนึ่งพวกเค้าได้พบความจริงว่าค่าตัวของศิลปินผู้หญิงนั้นน้อยกว่าพวกผู้ชายถึง 10 เท่าเลยทีเดียว
.
“ทุกเทศกาลดนตรีทุกอันเป็นเหมือนกันหมดที่ผู้หญิงเสียเปรียบอย่างหนักหน่วง ทำไมพวกเค้าไม่ลองจ้างพวกผู้หญิงบ้างล่ะ ลองดูสิ ชั้นคิดว่าผู้หญิงนี่เล่นดนตรีได้ร๊อคสุดละ ” Alana กล่าว
.
และจากที่กล่าวไปข้างบนที่ Stevie Nicks เป็นศิลปินอีกคนที่กล่าวชื่นชมพวกสาวๆ และยังอย่างให้สาวๆเข้าไปอยู่บน hall of fame อีกด้วย
.
“Stevie ดีกับเรามากเลย เค้าอยากให้เราไปอยู่ใน Hall of ofame RocknRoll ถึงสองรอบเลยนะ เราถือว่าเป็นคำชมที่ดีที่สุดที่เราเคยได้รับมา เธอเป็นคนที่เจ๋งมาก ซึ่งในอนาคตเราก็ไม่รู้ว่าเราจะได้เป็นหรือเปล่า แต่เรารู้สึกเป็นเกียรติและมีความสุขมากๆ ในเวลานี้ ”
.
แล้วสาวๆ มีความเห็นอย่างไรเกี่ยวกับ #Blacklivematter ของ George Floyd บ้างละ ,Haim ก็เป็นอีกศิลปินที่ไม่อยู่นิ่ง พวกเธอได้โพสต์รณรงค์การต่อต้านการเหยียดผิว พร้อมทั้งยังออกไปเดินข้างนอกด้วยนะ และยังได้บริจาคเสื้อยืดให้กับองค์กรณ์ที่รณรงค์เรื่องพวกนี้

 

“มันเป็นส่งที่คุณต้องลุกขึ้นมาสู้ ถ้าคุณไม่ได้ลุกขึ้นมาสู้หรือคุณบอกว่าคุณเป็นกลาง ชั้นว่ามันไม่ใช่ พวกเราต้องไปเดินประท้วงเพื่อการเปลี่ยนแปลง อะไรสักอย่างจะต้องเปลี่ยน ชั้นคงไม่สามารถตื่นขึ้นมา มองตัวเองในกระจกและเวทนาตัวเองว่าทำไมวันนี้เราไม่เดินออกไปประท้วง”
.
มาถึงตอนนี้ถือว่าพวกเราคงรู้จักพวกเธอพอสมควรแล้วกับวง haim วงพี่น้องสามคน Este,Alana,Danielle
ยังไงก็อย่าลืมไปฟังอัลบั้มใหม่ของพวกเธอด้วยละกันนะ ‘Women in Music Pt. III

https://open.spotify.com/album/6NtEjhPWfZcvJQuvjGX4bk…

Related Posts

Tones And I (Australian Billie Eilish เหรอ? )

จริงๆ ก็ไม่ได้เหมือนอะไรกันหรอก แต่ว่าดูจากอายุ การแต่งตัวความเก่ง (แต่แนวเพลงคนละเพลงเลยนะ ไม่ได้ก๊อปเกิ๊ป อะไรหรอก) แอดเ…

Catfish and Bottlemen จะมาไหม ?

ก่อนอื่นต้องยอมรับว่าปีนี้มันมีวงดีๆ มาเยอะมากจนน่าแปลกใจ ใจนึงก็ดีใจ ใจนึงแม่งก็เครียด เพราะว่าไม่มีตัง ถ้าย้อนกลับไปเม…