กว่าจะมาเป็น Khalid

หลายๆคนคงรู้จักน้อง Khalid น้องหมีหน้าตาจิ้มลิ้มที่แอบมี Feature กับศิลปินคนอื่นอยู่บ่อยๆ อย่าง Billie Eillish , Ed Sheeran , Shawn Mendes และคนอื่นๆอีกมากมาย ,
บทความโดย 

   หลายๆคนคงรู้จักน้อง Khalid น้องหมีหน้าตาจิ้มลิ้มที่แอบมี Feature กับศิลปินคนอื่นอยู่บ่อยๆ อย่าง Billie Eillish , Ed Sheeran , Shawn Mendes และคนอื่นๆอีกมากมาย , Khalid โด่งดังมาจากเพลง Location ในปี 2016 , ซึ่งสามารถขึ้นไปอยู่ในอันดับที่ 16 ของ Billboard Chart โดยในขณะนั้นเค้ามีอายุเพียง 17 ปีเท่านั้นเอง โดยโด่งดังมาจาก Soundcloud หลังจากนั้นกราฟชีวิตก็พุ่งสูงขึ้นอย่างมากมาย มีเพลงดังๆอย่าง Betters/Talk/Lovely หรือ Love Lies

 

เรามาดูกันว่าเด็กวัย 17 ปีเค้าสามารถโด่งดังได้ขนาดนี้อย่างไร ทั้งๆที่ตอนนั้นเค้าเป็นแค่เด็กมหาลัยคนนึงเท่านั้นเอง

 

ก่อนอื่น Khalid กล่าวว่าเค้าชื่นชอบการร้องเพลงจากคุณแม่ของเค้า เพราะว่าคุณแม่ของเค้าเป็นนักร้องประจำกรมทหารของกองทัพที่สหรัฐอเมริกา ,ทั้งนี้เค้าจึงต้องเดินทางไปตามเมืองต่างๆตามคุณแม่อย่าง เมือง Atlanta,Georgia หรือ ประเทศเยอรมัน และสุดท้ายก็ที่เมือง El Pasos 

 

คุณแม่ของผมเค้าเป็นคนสร้างแรงบันดาลใจให้ผม ตั้งแต่ผมจำความได้เลย ถึงแม้ว่าผมจะทำไม่ได้ดีเท่าเธอ
Khalid

 

แต่ที่เล่ามา ถึงแม้ว่าดนตรีจะเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเค้าเป็นอย่างมาก แต่ Khalid ก็ไม่ได้ร้องเพลงอย่างจริงจังตั้งแต่เด็ก ,เค้าพึ่งมาจริงจังตอนเข้ามาอยู่ในทีมร้องเพลงของโรงเรียนมัธยม และเรียนการร้องเพลงในที่สุด

 

ตอนแรกเนี่ยผมมีความสามารถสองด้านเลยนะ ทั้งการร้องเพลงแบบ Broadway และการแต่งกลอน ,ตอนนั้นเนี่ยเป็นจุดเปลี่ยนชีวิตของผมเลยนะที่ผมจะต้องเลือกระหว่างนักร้องหรือครูสอนภาษาอังกฤษ

    ครอบครัวของ Khalid ได้ย้ายที่อยู่ครั้งสุดท้ายซึ่งคือเมือง El Paso ที่รัฐ Texas ก่อนที่เค้าจะเข้าเรียนปีสุดท้ายของช่วงมัธยมช่วงนั้นเป็นช่วงที่ผมอารมณ์เสียมากที่ที่สุดในชีวิตเลย เพราะว่าผมต้องย้ายที่อยู่จากเมืองอื่นมาอยู่ที่เมือง El Paso ,ซึ่งผมต้องเลิกกับแฟนสาวที่คบกันมาสี่ปี และเพื่อนต่างๆที่ผมมีที่ New York ทั้งหมด ,ดังนั้นผมจึงเขียนเพลง “Saved” ขึ้นมา ซึ่งเป็นการถ่ายทอดอารมณ์ของความเศร้าและการโดดเดี่ยว

 

 

    ซึ่งด้วยความเศร้าบวกกับความมั่นใจในระดับหนึ่งแล้ว ทำให้ Khalid ได้ทำการอัดเพลง Saved ดังกล่าวด้วยไมโครโฟนด้วยตัวของเค้าเองพอมันไปเข้าหูคนที่ดังที่สุดในโรงเรียนเข้า ซึ่งผมก็ไม่รู้ว่าเค้าเกลียดอะไรผมหรือเปล่า เค้ากลับไปบอกคนอื่นว่าเพลงผมมันแย่แต่ Khalid ก็ได้รวบรวมความมั่นใจอีกรอบโดยการอัพโหลดเพลงดังกล่าวลง Soundcloud ซึ่งไม่เกินสามวัน เพลงดังกล่าวมีคนฟังถึง 2,000 ครั้งในเฉพาะเมือง El Paso (ซึ่งถือว่าเยอะมากๆ)

 

ดีแล้วที่ผมไม่ได้ฟังคำสบประมาทของหมอนั่น ซึ่งถ้าคนคนอื่นชอบเพลงของผม ผมก็ช่างแม่งไปเลย

 

   หลังจากที่เริ่มจะมีชื่อเสียงแล้ว Khalid ก็ได้อัพโหลดเพลง Cover ของ Frank Ocean ที่มีชื่อว่าเพลง “Lost” ซึ่งนี่ก็เป็นอีกหนึ่งเพลงที่ทำให้เค้าเป็นที่รู้จักในวงกว้างมากขึ้น หลังจากนั้นตัว Khalid ก็ได้ไปอัดเพลงอย่าง ‘Reasons’ และ ‘Location’ ซึ่งเพลง Location เนี่ยแหละท่ีทำให้เค้าดังยิ่งกว่าเดิมอีก จนสามารถขึ้นไปอยู่ในหลายๆ Playlist ของ Spotify และเข้าไปสู่ทอป 10 R&B ได้ด้วย

 

 

มันมีเรื่องราวหลังเพลง Location นะ ,เพราะว่าทางผู้จัดการของผมนั้นอย่างจะมีลูกเล่นหน่อยโดยการที่จะปล่อยเพลงดังกล่าวช้าๆ ไม่ต้องรีบ แต่ว่าเพลง Location เนี่ยมันรอไม่ได้แล้วนะ เพราะว่าช่วงนั้นมันเป็นช่วงงาน Prom น่ะ ซึ่งทุกคนตอนนี้ต้องการเพลงไปเชิญผู้หญิงไปงานด้วยและผมก็อยากเป็น Prom king ด้วย แต่ถ้าผมออกเพลงตอนนี้เลย ผมคงเท่ไม่เบา และสุดท้ายผมก็ออกเพลง Location ตอนนั้นเลยและผมก็ได้เป็น Prom King  จริงๆด้วย หลายๆคนไม่พอใจเป็นอย่างมาก และก็ไม่มีการเล่นเพลง Location ในงานด้วยซึ่งผมก็ไม่ค่อยแคร์เท่าไรหรอก มันก็ตลกดีเหมือนกันนะ

 

มาถึงเพลง “Let’s go” , เป็นเพลงที่เกี่ยวกับการเรียนจบ

 

มันเหมือนเป็นเพลงที่ประสบความสำเร็จสำหรับผมเลยนะ  เพราะว่ามันเป็นเพลงที่ผมแต่งเสร็จตอนที่ผมเรียนจบ และกำลังจะออกทัวร์ในอเมริกาและยุโรปพอดี ,ผมรู้สึกตื่นเต้นเป็นอย่างมากเลยที่จะได้ไปเล่นต้อหน้าผู้คนนับพันแต่พอที่ผมได้ยินพวกเค้าร้องเพลงได้นั้นผมรู้สึกมีความมั่นมากขึ้นเรื่อยๆเลยล่ะ เพื่อนๆหลายๆจากหลายๆมุมของโลก ต่างพากันมาดูผมร้องเพลง แต่แฟนเพลงที่ผมชอบสุดคือแฟนเพลงที่ผมไม่เคยเจอ ดังนั้นทุกครั้งที่ผมเล่นคอนเสิร์ตเสร็จ ผมจะรอแฟนเพลงทุกๆคน พวกเขาบอกว่าเพลงของผมนั้นมันช่วยให้เค้าผ่านเวลาที่ยากลำบากได้เสมอ ซึ่งเหมือนที่เล่าไป ตอนที่ผมยังอยากเป็นครูสอนดนตรี ผมอยากช่วยเด็กๆผ่านทางเสียงดนตรี แต่ตอนนี้ผมอยากชั้วพวกเค้าผ่านบทเพลง

 

อัลบ้ัม American Teen ตามชื่อก็บอกอยู่แล้วว่า ต้องเป็นอัลบั้มที่เกี่ยวกับเด็กๆ แน่ๆ ซึ่งก็ถูกต้องเพราะว่าอัลบั้มดังกล่าวเป็นอัลบั้มที่แต่งโดยชีวิตจริงๆของ Khalid เอง เพราะฉะนั้นเค้าน่าจะรู้ความรู้สึกของเด็กวัยรุ่นได้ดีกว่าใครเพื่อน และถ่ายทอดออกมาอย่างลึกซึ้ง ไม่ว่าจะเป็นเพลง Hopeless ที่เกี่ยวกับการบอกเลิก , เพลง Coaster ที่เกี่ยวกับการที่คนรักได้หายไป

 

ผมทำงานอย่างหนักในอัลบั้มนี้ ผมไม่ได้แต่งเพลงมาเพื่อกระแสเท่านั้น ทุกๆเพลงที่ผมแต่งมานั้นผมเอามาจากชีวิตจริงของผมนะ ผมร้องด้วยใจ,ความเจ็บผวดและน้ำตา ผมให้ความสำคัญมากกว่า 200 % เลยนะ , ซึ่งผมอยากให้กำลังใจวัยรุ่นทุกคนที่เจอกับปัญหาอยู่ เพราะว่าทุกคนก็เผชิญปัญหาคล้ายๆกันอยู่แล้ว ผมเลยรู้สึกว่าผมเป็นตัวแทนของเด็กๆดังกล่าวและพูดออกมาผ่านเสียงเพลงเท่านั้นเอง​”

 

 

หลังจากนั้น Khalid ก็ได้ออกอัลบั้มที่สองอย่าง “Free Spirit” ซึ่งเปิดตัวได้เป็นอันดับที่ 1 ของ Billboard Top 200 เลยนะ แต่ทว่าพอไปผ่านหูสำนักหลายๆสำนัก ไม่ว่าจะเป็น NME/The Guardian/Pitchfork ต่างกันให้คะแนนน้อยกันทั้งนั้น

 

เรามาดูกันซิว่าอัลบั้มใหม่ของเค้าจะเป็นอย่างไรบ้างในวันที่ 24 มีนาคม ที่ Impact Arena และไปซื้อบัตรได้ที่ https://www.livenation.co.th/show/1297228/khalid-free-spirit-world-tour-live-in-bangkok-2020/bangkok/2020-03-24/en

Related Posts

Top Organizer ใจดี

เนื่องจากปีที่ผ่านมา มีคอนเสิร์ตผุดขึ้นมาเยอะจริงๆ เลยเราก็เลยอยากจะขอบคุณ Organizer ต่างๆ…

ทำความรู้จักกับ Brandon Alexander กัน

วันนี้ถ้าคุณกำลังหาเพลงใหม่ๆ ฟัง แอดมีศิลปินชาวอเมริกันมาแนะนำอีกคน คือ Brandon Alexander  ศิลปินอายุ 22 ที่มีแนวเพลงเหมือน soundtrack ในหนัง…